Profil de Pitchawet[T]--U--[R]--KPhotosBlogListes Outils Aide

Pitchawet Wangwongwatana

Occupation
Lieu
Centres d'intérêt 
Cet espace perso ne contient aucune liste de musique.

[T]--U--[R]--K

30 octobre

เหยียบถิ่นเก่า เราเคยเรียน

วันนี้มีเหตุทำให้ผมต้องตื่นแต่เช้า เนื่องจากเจ้ารถ Honda CRV คันที่ใช้อยู่ประจำออกอาการดื้อรั้น ไม่ยอมปล่อยความเย็นมาซะดื้อๆ ตั้งแต่เมื่อวาน สันนิษฐานว่า คงเป็นเพราะน้ำยาแอร์รั่ว เช้านี้ผมจึงต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าขับรถคันโปรดไปที่ศูนย์บริการ Honda โดยปราศจากเครื่องปรับอากาศ ลองจิตนาการดูแล้วกันครับ ถ้าคุณขับรถในมหานครกรุงเทพ โดยไม่เปิดแอร์นี่คงเป็นอะไรที่ทรมานมิใช่น้อย ไอ้จะให้เปิดหน้าต่างสูดควันพิษก็ไม่ใช่เรื่อง สรุปแล้วผมยอมนั่งเหงื่อแตกอยู่ในรถจนถึงจุดหมายปลายทาง

 

พูดถึงเรื่องการขับรถในเมืองไทย ผมกลับมาคราวนี้ แถบจะนับครั้งได้ว่าใช้รถไปกี่ครั้ง คงเป็นเพราะผมเบื่อกับการจราจรในกรุงเทพในระดับหนึ่ง และที่แน่ๆ ยุคน้ำมันแพงในขณะนี้ ขนส่งมวลชนก็คงเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับผม ไล่ตั้งแต่ สองแถว รถเมล์ รถลอยฟ้า BTS รถไฟใต้ดิน MRT แท๊กซี่ จนไปถึงมอเตอร์ไซต์รับจ้าง สะดวกและประหยัดกว่ากันเป็นไหนๆ ในส่วนของ BTS และ MRT ผมก็ยังซื้อตั๋วเป็นราคานักเรียนทั้งๆ ที่หมดสภาวะการเป็นนักเรียนไปได้ซักพักแล้ว ผมเคยนั่งคิดว่า ทำแบบนี้มันผิดนะ แต่ตัวผมเองยังไม่มีรายได้ ยังแบมือขอเงินพ่อแม่ใช้เหมือนนักเรียนทั่วๆ ไปเหมือนกัน และที่สำคัญ คนเกิดมาหน้าตาเด็กอย่างผมเนี้ย เนียนเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร้กังวลเลยทีเดียว ต่อให้แต่งตัวแก่ซักแค่ไหน คงไม่มีใครหน้าไหนมาเช็คผมอยู่ดีหละ

 

สาเหตุหลักๆ ที่การจราจรในกรุงเทพฯ เป็นเช่นนี้  ในมุมมองส่วนตัว ผมมองไว้หลายสาเหตุอยู่เหมือนกัน ไม่รู้ตรงใจกับผู้อ่านซักแค่ไหน แต่ผมขอสรุปไว้ดังนี้หละกันครับ

 

ปราการแรก คนไทยเป็นคนที่มักง่าย ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม อยากจอดตรงไหนก็จะจอด ไม่ใช่ว่าผมกลับมาจากเมืองนอก แล้วเห็นว่าอะไรๆ ในเมืองสยามก็ไม่ดีไปหมด ผมจะไม่เปรียบเทียบ แต่จะอธิบายด้วยเหตุและผลมากกว่า ถ้าท่านผู้อ่านไม่เห็นด้วย โปรดแย้งด้วยนะครับ ยินดีรับฟังเต็มที่เลยหละ

 

จากประสบการณ์การขับรถในออสเตรเลีย เยอรมัน และกรุงเทพฯ ผมรู้สึกว่าคนกรุงเทพฯ บางคน เป็นคนไม่มีน้ำใจ และไม่เคารพกฏจราจรเอาเสียเลย ปาดซ้ายปาดขวาเค้าไปทั่ว พอมีรถเปิดไฟเลี้ยว กูก็จะรีบเร่งคันเร่งเพื่อที่จะไม่ให้รถคันนั้นเข้ามา ทำให้การจราจรยิ่งติดขัดเข้าไปอีก เพราะฉะนั้น เวลาขับรถ กรุณาปาดก่อนแล้วค่อยเปิดไฟนะครับ คืออย่าให้รถคันหลังรู้ตัวนั้นเอง ผมใช้สูตรนี้ประจำ และต้องมั่นใจว่าช่องว่างไม่แคบจนทำให้คนข้างหลังต้องเหยียบเบรคตูดโก่ง เพราะมันเป็นการเสี่ยงต่อสุขภาพรถของเราเหมือนกัน

 

และเพิ่งจะเจอมากับตัวเองเมื่อสองวันก่อน ผมนั่งอยู่บนรถแท๊กซี่ ทันใดนั้น รถคันข้างหน้าก็เปิดไปกระพริบ คนขับเปิดประตูลงไปซื้อข้าวมันไก่หน้าตาเฉย ปล่อยให้รถข้างหลังติดยาวเหยียด ถ้าจะเบี่ยงขวาก็ไปเจอกับรถที่สวนมา มีรถข้างหลังหลายคันไม่พอใจ รวมถึงผมด้วย ได้ยินเสียงแตรรถประปราย ผมบอกให้พี่แท๊กซี่ช่วยกันบีบแตรด้วยอีกแรง ประจานความมักง่ายของรถคันดังกล่าว ปรากฏว่า พอผมมองออกไปนอกรถ ผมอ่านริมฝีปากของแม่ค้าคนนึง กำลังบ่นว่า

 

แม่ค้า : จะบีบอะไรกันหนักหนาวะ

 

ผมรู้สึกโมโหแทนรถทุกคันที่อยู่ข้างหลังเสียจริงๆ คนเราน้า ไม่รู้เรื่องก็ขอให้บ่นไว้ก่อน ตัวผมเองนั้น เกลียดการบีบแตรยิ่งกว่าอะไร เพราะการบีบแตรก็เหมือนกับการด่าทอ เชื่อมั้ยว่า ผมจำไม่ได้แล้วว่าผมบีบแตรครั้งล่าสุดเมื่อไหร แทนที่แม่ค้าคนนั้นจะดูเหตุการณ์ให้ดีๆ ซะก่อน กลับบ่นไม่พอใจเอาง่ายๆ เลย ผมจะดีใจมาก ถ้าแม่ค้าคนนั้นไม่ขายของให้คนขับที่จอดรถกลางถนนแล้ววิ่งลงไปซื้อข้าวมันไก่

 

ผมเคยบอกกับพี่แท๊กซี่ว่า พี่รู้เปล่าว่าทำไมตรงนี้ มันถึงติด แล้วมันติดเพราะอะไร ผมบอกเสร็จแล้วก็ให้พี่แท๊กซี่เค้าสังเกตดูเอาเอง ระหว่างที่ขับรถผ่าน ท้ายที่สุด พี่เค้าก็เห็นด้วย คือบางที่บางโอกาส เป็นเพราะคนกลุ่มเล็กๆ เพียงกลุ่มเดียว ก็เล่นเอาติดกันทั้งถนนได้เหมือนกัน

 

การเรียกแท๊กซี่ของคนกรุงเทพฯ อีกเช่นกัน ทางการเค้าอุตสาห์จัดคิวจอดรับผู้โดยสารไว้ให้ ก็ไม่เรียกให้ถูกที่ถูกทาง มาเรียกเอาตามทางเลี้ยวหรือป้ายรถเมล์ เดินไปอีกนิดเดียวให้มันถูกจุดก็ไม่ค่อยจะได้ แบบนี้ก็ทำให้รถติดหนะสิครับ อย่างตอนผมไปงานศูนย์สิริกิตติ์ ทางสถานที่เค้าจัดคิวไว้หน้าประตูทางเข้าด้านในเลย เรียกว่าสะดวกจริงๆ แต่พี่ไทยกลับเดินออกไปริมถนนเพื่อเรียกแท๊กซี่ คงเป็นเพราะไม่อยากต่อคิวหละมั้ง ทีเรื่องแบบนี้นะ ขยันเดินกันจริงๆ เชียว ทางแก้ไขจากมุมมองของผมก็คงเป็นการทำความเข้าใจระหว่างผู้โดยสารกับคนขับแท๊กซี่ ถ้าเรียกไม่ถูกจุดก็ไม่ต้องไปรับมัน ในกรณีนี้ผมเห็นใจแท๊กซี่เหมือนกัน เพราะถ้าไปต่อคิวอาจจะต้องรอหน่อย แต่ก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวมหละครับ และผมก็เป็นคนนึงที่ใช้บริการแท๊กซี่บ่อยคนนึงเชียวหละ

 

สรุปแล้วผมเชื่อว่า ถ้าคนไทยมีความเกรงใจผู้ร่วมใช้ถนน ใส่ใจกฏหมายจราจร รับรองว่า รถติดน้อยลงแน่ๆ ครับ

 

ปราการที่สอง เจ้าหน้าที่รัฐควรจะเอาใจใส่ และจัดระเบียบขนส่งมวลชนให้ดีกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น รถสองแถวตามซอยเล็กๆ ผมว่าน่าจะมีป้ายสำหรับรถสองแถวโดยเฉพาะ ผมเคยเจอแบบว่า มีคนกดกริ่งทุกๆ ห้าสิบเมตร ทั้งขึ้นทั้งลง ทำให้รถที่ตามหลังมาติดขัดตามไปด้วย เพราะโดยปกติแล้ว รถสองแถวจะวิ่งตามซอยเล็กๆ ซึ่งเป็นถนนสองเลนวิ่งสวนกัน ในกรณีนี้ ผมเห็นใจคนแก่ที่เดินไม่ค่อยจะไหวเหมือนกันนะ แต่ผมว่าเราควรคำนึงถึงสังคมส่วนใหญ่เป็นหลัก ว่ามั้ย?

 

ป้ายรถเมล์ก็อีกเหมือนกัน ชอบนักชอบหนา เอามาไว้ก่อนไฟจราจรไม่กี่ร้อยเมตรเนี้ย ในกรณีรถติดยาวๆ เนี้ย พอไฟเขียวรถเมล์ก็ต้องจอดรับผู้โดยสาร ไม่ใช่แค่เลนซ้ายสุดเลนเดียวนะครับ บางทีพี่รถเมล์แกก็ขี้เกียจหักเข้ามาเลนใน ก็จอดแมร่งเลนกลางเนี้ยแหละ คันข้างหลังแทนที่จะไป ก็ไปไม่ได้สิครับ บีบแตรด่ากันอย่างสนุกสนาน แต่คนเราบางทีหน้ามันด้านไปแล้ว ประมาณว่าเอ็งบีบไปเถอะ ข้าไม่สนใจหรอกโว้ย ผมเขียนมานี้ เส้นเลือดในหัวยังเต้นตุบๆ อยู่เลย น่าสงสารคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนถนนหนทางทุกวันไม่ใช่น้อย

 

ร่ายนอกเรื่องไปซะยาว กลับมาเรื่องที่เกี่ยวกับชื่อเรื่องดีกว่าครับ หลังจากเอารถไปส่งศูนย์ที่สถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์เรียบร้อย ผมคิดไว้ว่าจะไปบางรัก หาข้าวขาหมูใส่ท้องซะหน่อย แต่ว่าเปลี่ยนใจกะทันหัน ผมเลี้ยวขวาแทนที่จะเลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าสู่ที่ๆ ผมเคยใช้ชีวิตมาเกือบครึ่งชีวิตของผม โรงเรียนอันเป็นที่รัก โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ที่ๆ มอบความรู้ให้แก่ผมเป็นเวลาถึงเก้าปีกว่า

 

ณ โรงเรียนแห่งนี้ ผมใช้ชีวิตตั้งแต่ ชั้นประถมปีที่หนึ่งถึงมัธยมสี่ ก่อนจะไปเรียนต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ ผูกพันอย่าบอกใครเชียวหละ ผมเดินไปถึงหน้าโรงเรียน บรรยากาศดูเงียบเหงา เนื่องจากอยู่ในช่วงปิดเทอม เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าใกล้ ตึก 150 ปี ซึ่งอยู่อีกฝากหนึ่งของ ถนนประมวญ ตึกนี้เป็นตึกใหม่สร้างเสร็จปี 2002 แต่ผมกลับไม่เคยได้แตะมันเลย ได้แต่เห็นอยู่ไกลๆ เวลาขับรถผ่าน

 

ผมเหลือบไปเห็น รถเข็นขายบะหมี่เกี๋ยวหมูแดงเจ้าประจำ สมัยเรียนอยู่มัธยมต้น มีชื่อเสียงเรียงนามว่า บะหมี่เต๋อ นั้นเอง ร้านนี้เป็นร้านที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่เด็กคริสเตียน ระลึกความหลังได้ว่า ตกเย็นหลังเลิกเรียน จะได้ยินประโยคซ้ำๆ ติดหูว่า

 

เห้ย ไปกินหมี่เต๋อกันป่าววะ

 

ผมเองก็เป็นหนึ่งในขาประจำเหมือนกัน แต่คงไม่บ่อยถ้าเทียบกับคนอื่นๆ เพราะเมื่อก่อนผมเป็นเด็กเรียบร้อย ต้องกลับกับรถโรงเรียน จึงไม่ค่อยมีเวลาเตล็ดเตร่เหมือนเด็กๆ คนอื่นที่มีเวลาวิ่งเล่นหลังเลิกเรียน จนกระทั่งขึ้น มัธยมสาม ผมมีเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน และโตพอที่จะนั่งรถสองแถวกลับบ้านเองได้แล้ว ก็จะมีแวะไปกินหมี่เต๋ออยู่บ่อยๆ

 

มีเรื่องขำๆ เล่ากันว่า มีคนเคยเจอใบกัญชาในน้ำซุป ผมมานั่งคิดในใจ ว่า มิน่าหละ เด็กถึงได้ติดหมี่เต๋อกันถึงขนาดนี้ แต่ตอนนี้ ผมว่าคงเป็นเรื่องแต่งซะมากกว่า น่าจะเป็นเพราะผงชูรสที่มีอัตรามากเหลือหลายในน้ำซุปนั้นเอง ถ้าเป็นเรื่องจริง เด็กคริสเตียนคงเป็นคนอารมณ์ดีอย่าบอกใคร เรียกว่าไปกินหมี่เต๋อทีไร นั่งขำก้ากกันเป็นแถวๆ เลยนะนั้น

 

ผมซัดบะหมี่เต๋อไปหนึ่งชาม รสชาติยังคงเดิมแถมถูกอีกต่างหาก ระหว่างกิน ก็ยังเห็นรุ่นน้องเดินออกมากินอยู่เรื่อยๆ เรียกว่าร้านนี้อยู่คู่กับเด็กคริสเตียนทุกยุคทุกสมัยจริงๆ หลังจากอิ่มหน่ำสำราญ ผมเดินด่อมๆ เข้าไปในโรงเรียนเก็บบรรยากาศเก่าๆ สมัยเด็กๆ มีเด็กเล็กๆ อยู่หลายกลุ่ม จับกลุ่มกันเล่นฟุตบอลในช่วงปิดเทอม เรียกว่าหลายคนมีแววเล่นให้ทีมโรงเรียนตั้งแต่ยังเยาว์เลยทีเดียว

 

หอธรรมดูเล็กไปถนัดตา น่าจะเป็นเพราะผมเห็นอะไรอหังการมาเยอะแล้วมั้ง ผมอยากเดินเข้าไปข้างใน แต่คิดว่าเค้าคงไม่เปิด เลยอดไปซึบซับบรรยากาศตามระเบียบ

 

โรงอาหารที่ปราศจากผู้คน ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร หลังจากที่ผมออกมาเกือบจะสิบปีแล้ว ร้านหมายเลข 18 ยังคงขายอาหารญี่ปุ่นตามเดิม ร้านเจ๊จูยังคงอยู่ เสียดายที่ว่าวันนี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะลิ้มลองรสชาติอาหารที่คุ้นปากเมื่อปลายปีก่อน ผมเดินเข้าไปใกล้ๆ สังเกตเห็นว่าราคาอาหารขึ้นไปนิดหน่อย คงตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผมยังจำได้ว่า ตอนอยู่ ประถมสอง เคยซื้อก๋วยเตี๋ยวชามละสี่บาทอยู่เลย เดี๋ยวนี้เหรอ เงินสี่บาท คงเข้าได้แต่ห้องน้ำหละครับ

 

ถัดจากโรงอาหาร ผมเดินไปฝั่งประถมศึกษา มีเด็กเล็กๆ จับกลุ่มเตะฟุตบอลกันในช่วงปิดเทอม เห็นแล้วอิจฉามิใช่น้อย ที่เจ้าตัวเล็กๆ มีโอกาสได้มาออกกำลังกายกันบ่อยๆ ยิ่งช่วงนี้ ร่างกายผมอ่อนแอบอกไม่ถูก ตั้งแต่ไปอยู่เยอรมันใหม่ๆ เรียกว่าหลายเดือนแล้วที่ผมแทบไม่ได้ออกกำลังกายกับเค้าเลย ผมเดินผ่านห้อง ประถม 2/3 ของผมสมัยผมอยู่ประถมสอง ผมเคยเป็นหัวหน้าห้องนี้อยู่ซักพักด้วยหละ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด เพราะว่าผมคุมเพื่อนๆ ไม่อยู่

 

สมัยผมยังพำนักพักเรียน หน้าห้อง 2/3 จะมีเด็กๆ เยอะมาก มาเล่นเคี่ยไพ่ ดีดลูกแก้ว หรือปาดินน้ำมัน ผมจำได้ว่า ผมชอบมานั่งดูคนอื่นเค้าเล่นกัน สนุกกว่าเล่นเองอีก ใครถือไพ่ปึกใหญ่ๆ นี่จะเป็นที่สนใจของผมเป็นพิเศษ แบบว่า ไอ้นี่คงเก่งไม่น้อย ที่ผมไม่เล่นเอง คงเป็นเพราะเมื่อก่อนผมเป็นเด็กติ๋มๆ ไม่ค่อยกล้าแสดงออก ไม่ค่อยพูดจา ขี้อาย สารพัดเลยหละ เรียกว่าคุณแม่มาโรงเรียนทีไร ต้องมาถามเพื่อนๆ ผมว่า พิชญเวชช์ เค้าพูดบ้างหรือเปล่าเนี้ย คิดย้อนกลับไปแล้วขำตัวเองเหมือนกัน

 

มาถึงคราวของสนามบาสกันบ้าง ครั้งนึงตอนประถมหก ห้องเรียนผมเคย ห้องคิงด้วยนะ ต้องมาเข้าแถวที่สนามบาสห้องเดียว เพราะว่าทำผิดโทษฐานทำลายข้าวของของโรงเรียน คือ แกะโต๊ะไม้มาเป็นแผ่นๆ แล้วดีดเล่นใส่กัน ทำอย่างงั้นอยู่เกือบเดือนกว่า แล้วอาจารย์ก็มาเจอ ประมาณว่าคราวนั้น โดนประจานต่อหน้า เด็กประถมทุกชั้นเรียนเลยหละ ส่วนผมหนะเหรอ ไม่เกี่ยวข้องกับเค้าหรอกครับ แต่ต้องรับเคราะห์กรรมไปตามระเบียบ

 

คราวนี้พอแค่นี้ดีกว่า เดี๋ยวจะยาวเกินไป จริงๆ มีเรื่องอยากเล่าอีกเยอะเลยหละ แต่พรุ่งนี้ผมต้องไปพัทยากับเพื่อนๆ ไม่ต้องกลัวครับ ผมเขียนเรื่องอะไรก็ตาม ทุกเรื่องมันโยงไปมากันได้อยู่แล้ว ชื่อเรื่องผมตั้งไปเท่ห์ๆ เท่านั้นหละครับ อย่าลืมกลับมาอ่านกันบ่อยๆ ผมจะพยายามขยันเขียนให้บ่อยกว่านี้แล้วกัน

17 octobre

Good Bye Germany: You Will Always Be Remembered (Espisode 2)

มาต่อกันเลยดีกว่าครับ คราวที่แล้วผิดพลาดทางเทคนิคเล็กน้อย เลยทำให้ต้องแบ่งเป็นสองตอน ใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่แล้ว ก็ย้อนไปอ่านได้เลยครับ

 

จิตใจผมตอนนั้นมันรุ่มร้อนซะยิ่งกว่าอยู่ในเตาอบ เหงื่อเริ่มซึมๆ อยู่ตามหน้าผาก บวกกับเสื้อ Jacket ขนปลอมอันหนาเตอะ แล้วมันทำให้เหมือนกับว่า ผมกำลังอยู่ในทะเลทราย ยังไงยังงั้น ได้แต่ภาวนาอย่าให้รถไฟเที่ยวที่ว่ามาช้าเป็นพอ รถไฟมาถึง ผมลากกระเป๋าใบใหญ่ๆ ขึ้นไป โดยที่ใจมันระสำระส่าย จนตูดไม่ติดเบาะ ยืนเตรียมตัวที่จะลงจากรถไฟสถานเดียว ก่อนรถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานี ผมยังมีอารมณ์ ยกมือบ๊ายบาย เมือง Essen ที่ให้ที่พำนักพักพิงผมในเดือนแรกและเดือนสุดท้ายของการอยู่ที่ประเทศนี้ อย่างหมดอาลัยตายอยาก

 

รถไฟเคลื่อนตัวมาถึง Mulheim ผมเหลือบมองไปข้างนอก แล้วเก็บภาพความทรงจำไว้ให้ได้มากที่สุด ที่แห่งนี้เป็นที่ๆ ผมมาเกือบทุกวัน เพื่อจะต่อรถรางไปทำงานที่บริษัทฯ ใจหายอีกครั้งในคราที่สอง

 

Announcement: Nachete Halt: Duisburg Hbf. (Next station: Duisburg Station)

 

กลับมาถึงเจ้าหอเก่าผมอีกจนได้ สรุปแล้วสามเมืองที่รถไฟผ่านก่อนถึงสนามบิน Dusseldorf มันเป็นอะไรที่มีแต่ความทรงจำเก่าๆ ทั้งนั้น ผมนึกในใจอีกรอบว่า วันนี้แล้วสินะ ที่ผมต้องกลับเมืองไทย ใจหายครั้งที่สาม...

 

พูดถึงเรื่องกลับเมืองไทย ผมจำได้ว่า ตอนผมอายุ 15 ขวบ ที่ต้องระหกระเหิน ไปเรียนที่นิวซีแลนด์ ผมอยากกลับเมืองไทยแทบใจจะขาด ผิดกับตอนนี้อย่างสิ้นเชิง นิวซีแลนด์ช่างเป็นอะไรที่เงียบเหงา เหลือเกิน แต่ตอนนี้ประเทศที่ผมอยากไปตอนนี้มากที่สุด ก็คือ นิวซีแลนด์เนี้ยแหละ ธรรมชาติสวยงาม สงบๆ เป็นอะไรที่ผมใฝ่ฝันมานาน

 

ตอนนั้นที่อยากกลับเมืองไทยคงเป็นเพราะอยากกลับไปหาสาวๆ ที่เมืองไทยแทบใจจะขาดซะมากกว่า อย่างว่า เมื่อแปดเก้าปีก่อน รุ่นๆ ผม คือ เด็กที่ไปเรียน ม.ปลาย ต่างประเทศมีเยอะเหมือนสมัยนี้ซะทีไหน ตอนนั้น ใครเรียนเมืองนอก แม้จะนิวซีแลนด์ก็เถอะ เป็นเด็กนอกนี่เท่ห์อย่าบอกใครเลยหละ ที่สำคัญได้ไว้ผมยาว หลังจากที่ต้องไว้ผมสั้นเกรียนมาตั้งแต่เข้าเรียนประถมหนึ่ง

 

ครั้งแรกที่กลับเมืองไทย ผมกลับมาพร้อมกับทรงผมที่เพื่อนๆ เห็นเป็นต้องอิจฉา คือทรงอะไรก็ได้ แต่ขอให้ยาวไว้ก่อน ก็เท่ห์แล้ว ตอนนั้นเทรนหนุ่มผมยาว ประมาณผมบ๊อบมาแรงมาก เป็นที่ต้องการของสาวๆ เลยหละ คุณผู้อ่านคงเดาไม่ผิด ผมในตอนนั้นนี่สาวๆ ติดเยอะแยะ มีมาให้เลือกมากมาย แต่ผมกลับไม่สนใจใครเลย งง ตัวเองอยู่เหมือนกัน ผิดกับตอนนี้ (อีกแล้ว) ไม่เห็นมีมาให้เลือกซักคน แถมยังต้องไปให้เค้าเลือกอีก เห้อ...ชีวิตคนเรามีขาขึ้นก็ต้องมีขาลงหละครับ ทุกท่าน บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า ขาขึ้นเมื่อไหร ต้องรีบโกยมาเก็บไว้ในสต๊อคครับผม อิอิ

 

ณ เวลาห้าโมงสิบห้านาที รถไฟค่อยๆ ช้าลง ก่อนที่จะมาจอดที่ สถานี Dusseldorf Flughafen ผมกระโดดลงจากรถรีบวิ่งแจ้นไปที่สถานีรถไฟลอยฟ้า ป้ายบอกเวลา 17:24 สำหรับรถไฟคันต่อไป ใจผมมันยิ่งระส่ำระส่ายหนักเข้าไปอีก ทำไมตูต้องมารออีกวะเนี้ย....

 

รถไฟลอยฟ้าไปถึง Terminal ผมรีบวิ่งหน้าตั้งแจ้นไปที่ Counter โดยวิ่งแบกกระเป๋าหนักๆ แบบนั้นลงบันไดเลื่อนไปเลย พอไปถึง ผมพูดไปประมาณว่า อย่าเพิ่งปิดนะ ผมยังไม่ได้  Check-in เลยครับ

 

ผม: Can I leave my luggage here? I need to get my plane ticket at the storage room.

 

Officer: No, due to security issue, this is not allowed to do.

 

เอาไงดีวะเนี้ย ก่อนจะพูดต่อไป

 

ผม: Ok. I will be back in five minutes.

 

ระหว่างวิ่งไปที่ Storage room ในใจก็คิดว่า ทำไมตูไม่บอกเค้าไปวะ ว่า Flight มันรอบหกโมงตรง เพราะรู้สึกว่าจะมี Flight ของ British Airways ที่ดึกกว่านี้อีกรอบนึง แต่มาถึงตอนนี้ ก็ถือว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้น เพราะว่า Counter ยังไม่ปิด แถมเค้ายังรู้ว่ายังมีผมที่มาสายและยังไม่ได้ Check-in ผมรีบหอบกระเป๋าหน้าตื่นกลับมา แบบว่าจะแสดงให้เค้ารู้ว่า ข้าพเจ้าเนี้ย กำลังจะตกเครื่องบินครับ

 

ผมยื่นตั๋วและ Passport ให้กับเจ้าหน้าที่ประจำ Counter และแล้ว เรื่องที่ผมกังวลใจเรื่องที่สองก็มาถึง เรื่องน้ำหนักกระเป๋านั้นเอง รู้แค่ว่า BA เนี้ย เค้าเข้มงวดกับน้ำหนักกระเป๋ามากๆ หลังจากที่มีประสบการณ์โดนปรับไปสามพันบาท ขากลับจากเมลเบิร์นไปกรุงเทพฯ จะออดอ้อนยังไง ก็โดนปรับอยู่ดี คราวนั้น หมดหนทางก็เลยต้องจ่ายไป แต่คราวนี้รู้แทคติก ที่ว่าพยายามหากระเป๋าใบเล็กๆ ขึ้นเครื่อง แต่ข้างในอัดเต็มแม็ค เรื่องน้ำหนักไม่ต้องพูดถึง 10 กิโลอัพ แน่ๆ อัดให้หนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเจ้าหน้าที่พอเห็นกระเป๋าใบเล็กก็ให้ผ่าน โดยไม่ต้องมาชั่งน้ำหนักให้เสียเวลา

 

Officer: Only one luggage?

 

ผม: Yes.

 

พร้อมกับพยายามแอบๆ Hand luggage ทั้งสองใบ แบบว่า ปลอดภัยไว้ดีกว่าจะสายเกินไป ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ปัญหาตอนนี้อยู่ที่ว่า จากจุด Check-in จะวิ่งไปที่ Gate ใช้เวลานานเท่าไหร ไหนจะต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองขาออก ผ่านด่านตรวจกระเป๋า ตรวจอาวุธ ถึงสองครั้งสองครา ตอนนั้นผมก็หอบอะไรพะรุงพะรังเหลือเกิน กว่าจะตรวจได้แต่ละชิ้น เล่นเอาเหงื่อตกหลายหยดเหมือนกัน

 

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคนตรวจกระเป๋าด้วย  ระหว่างผมเดินผ่านเจ้าเครื่องตรวจวัตถุระเบิด ทันใดนั้น เสียงเจ้าเครื่องรูปทรงคล้ายประตูก็ดังขึ้น ผมรู้ทันทีว่ามันเป็นเพราะเจ้าเข็มขัด คือก็รู้ แต่ผมขี้เกียจถอดมันมากกว่า ไอ้เจ้าหน้าที่คงเห็นผมท่าทางลกๆ มาแต่ไกล แถมหอบข้าวของซะเยอะแยะ เหงื่อแตกซิบๆ ก็เลยดูเป็นที่น่าสงสัยกระมั้ง คือตรวจครั้งแรกไม่พอ มีครั้งที่สองเพื่อความแน่ใจอีก ไม่รู้จะตรวจอะไรกันหนักหนา  เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ผมโดนตรวจเยอะขนาดนี้

 

อีกสิบนาทีก่อนเครื่องออก ผมก็ผ่านด่านตรวจมาได้ ก็มาถึง Gate ของเจ้าเครื่องบิน Airbus 319 ซะที ผู้โดยสารอื่นๆ ยังคงนั่งรอกันอย่างอุ่นหนาฝาครั่ง ผมอดโล่งใจไม่ได้เลย ที่จิตใจผมมันกังวลมาชั่วโมงกว่า ในที่สุดก็จบลง มันเป็นการสั่งลาที่เสี้ยวไส้ที่สุดก็ว่าได้ หรือไม่ก็เป็นที่ว่าผมบ้าไปเอง ประมาณว่ากังวลเกินกว่าสถานการณ์เป็นจริง จะไม่ให้เป็นแบบนี้ได้อย่างไง นี่ก็ International Flight เช็คอินก่อนเครื่องออกครึ่งชั่วโมงมีที่ไหน ถ้าเป็น Domestic ก็คงเป็นอีกเรื่องนึง สรุปว่าผมโชคดีหละกัน ที่ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน

 

ระหว่างขึ้นเครื่อง ผมยื่น Boarding Pass พร้อมกับ Passport ให้กับเจ้าหน้าที่ประจำ Gate

 

ผม: Good Evening Madam.

 

เงียบไปซักพัก

 

Officer: Did you say that to me? (In very English accent) Thank you very much.

 

ผมแปลกใจว่ามีแบบนี้ด้วยเหรอวะ มันผิดเหรอเปล่าวะเนี้ย ที่ผู้โดยสารทักทายเจ้าหน้าที่ก่อน พูดถึงเรื่อง Accent แล้ว ตามความคิดของผม ผมสรุปได้ดังนี้ สำเนียงคนอังกฤษ ผมว่ามันเป็นเอกลักษณ์ดี สำเนียงอเมริกัน จะเป็นประมาณพูดเร็ว ฉับเฉง ว่องไว ง่ายๆ คำไหนตัดได้ก็ตัด เรียกว่าเน้นง่ายๆ ไว้ก่อน ส่วนสำเนียงออสซี่แท้ๆ นี่ ผมว่าฟังยากที่สุดแล้ว (ปกติตามเมืองใหญ่ จะไม่ค่อยมีสำเนียงออสซี่แท้ๆ เนื่องจากได้รับอิทธิพลอเมริกันเข้าไปเยอะ) ผมเคยได้ยินคนออสซี่สองคนคุยกันแล้ว ฟังไม่ได้ศัพท์จับไม่ได้ความเอาซะเลย

 

พอขึ้นเครื่องจัดการเก็บกระเป๋าเรียบร้อย ผมรู้สึกได้เหมือนเพิ่งยกอะไรหนักๆ ออกไปจากหัว ได้บทเรียนมาอีกหนึ่งบทเรียนเลยก็ว่าได้ เหตุการณ์คราวนี้ คงเป็นเพราะผมใจเย็นเกินไป แล้วก็คำนวณเวลาผิดพลาดไปหน่อย ลืมเผื่อเวลาสำหรับตกรถราง หรือรถไฟเข้าไปด้วย ขอบอกไว้ตรงนี้เลยครับ ว่าไม่เอาอีกแล้วครับแบบนี้ ขอแบบชิวๆ ถึงสนามบินก่อนเครื่องออกซักสองชั่วโมง คงเป็นอะไรที่ไม่สาย หรือ ไม่เร็วจนเกินไป

 

เช่นเดิม ผมสั่งลา Dusseldorf Airport ที่ผมผูกพักเหลือเกิน ระหว่างที่เครื่องกำลังจะ Take off ผมมองไปที่ Observation Deck ที่ๆ ผมไปยืนถ่ายรูปเครื่องบินอยู่เป็นประจำ แต่ ณ ตอนนั้น ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้นเลย เนื่องจากฝนตก เมื่อไหรผมจะได้กลับมายืนถ่ายรูปเครื่องบินตรงนั้นอีกก็ไม่รู้ หลังจาก Take off ไปได้ไม่นาน ผมมองออกจากหน้าต่าง เห็นเจ้า Dusseldorf Tower ยืนตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำไรน์ ผมก็ได้แต่ชะเง้อมองแล้วหวังว่าจะได้กลับมาเยี่ยมเยียนกันอีกซักหน

 

เจ้า Airbus 319 นำผมบินผ่านช่องแคบอังกฤษตอนเหนือ ผมมองออกไปที่หน้าต่างแล้วจินตนาการกลับไปช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เยอรมันกับอังกฤษทำสงครามอากาศเหนือช่องแคบอังกฤษ หรือ ที่เค้าเรียกกันว่า Operation Sea Lion ปฏิบัติการนี้ เป็นแผนการของนาซี ในการบุกยึดเกาะอังกฤษ หลังจากทีฮุบยุโรปได้เกือบทั้งหมดแล้ว เสียดายที่อเมริกา เข้ามาช่วยอังกฤษก่อน ไม่งั้นคงได้เห็น เยอรมันเป็นเจ้าโลกแทนอเมริกาก็ว่าได้ คงแปลกไม่น้อย ถ้าคนทั่วโลก จะหันมาพูดเยอรมัน แทนภาษาอังกฤษที่ใช้อยู่ในขณะนี้

 

แต่ทว่าผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ออกมาพูดไว้ว่า เป็นไปได้ยากที่แผนการนี้จะประสบความสำเร็จ เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ผมเคยอ่านแต่ลืมไปหมดแล้ว

 

ก่อนจะ Landing กัปตันประกาศว่า

 

Captain: The evening in London is quite a pleasant. We will be landing in ten minutes. Please fasten your seat belt. Cabin crew, prepare for landing….Blur Blur Blur

 

ผมคิดในใจว่า นี่ผมจะได้เหยียบแผ่นดินอังกฤษเป็นครั้งที่สองแล้วนะเนี้ย แต่ก็ยังคงไม่มีโอกาสที่จะเดินออกจากสนามบิน Heathrow อยู่ดี เครื่องบินบินวนอยู่นานกว่าสิบนาที ผมสังเกตเอาจากการมองไปที่หน้าต่าง ไม่รู้ว่าผมจับผิดคุณกัปตันมากไปหรือเปล่านะ ในที่สุดเวลา Landing ก็มาถึง วันนี้เครื่องลงไม่ค่อย Smooth Landing ซักเท่าไหร แถมมีเบรคตูดโก่งอีกต่างหาก มันเป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวของผมโดยทั้งสิ้น จริงๆ แล้วกัปตันอาจจะมีเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

 

ผมเคยอ่านหนังสือ เกี่ยวกับนักบิน เค้าเขียนว่า กัปตันที่ดีไม่ใช่ว่าจะต้อง Smooth Landing เสมอไป กลับกันกัปตันควรนึกถึงความปลอดภัยของเครื่องบินเป็นหลัก แล้วก็คงไม่มีกัปตันคนไหนทำ Smooth Landing ได้ทุกครั้งไปเหมือนกัน ถึงแม้จะประสบการณ์สูงแล้วก็เถอะ

 

พอเครื่องแตะพื้น กำลัง Taxi เข้าจอด ผมแอบมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ถึงกับร้อง โอ้โห เลยทีเดียว ผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน เครื่องบินสี่ลำ เข้าคิวเตรียมตัว Landing มันบ่งบอกได้ถึงความวุ่นวายของสนามบิน Heathrow ได้ดีทีเดียว ปกติแล้วที่ผมเคยสังเกต เข้าคิวกันสองลำก็ถือว่าเยอะแล้วนะ เป็นอย่างงี้ ใครก็ตามเอาเครื่องลง ก็คงกดดันไม่ใช่น้อย แบบว่าห้ามพลาด หรือศัพท์ทางการบินเรียกว่า Touch and Go แปลเป็นภาษามนุษย์ตรงๆ ก็คือ ถ้าสภาพเครื่องบินไม่เหมาะสมที่จะลงจอด ก็ไม่ควรลงจอด ให้ทะยานขึ้นไปตั้งลำมาลงใหม่อีกรอบ งานนักบิน จึงเป็นทั้งงานที่ต้องรับผิดชอบสูง รวมถึงต้องรับมือกับความกดดันในสภาวะขับขันได้

 

นี่ผมก็พิมพ์มาได้ 7 หน้า โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน ผมคงสนุกกับการโม้ไปเล่าไปมากไปหน่อย ใครปวดตาก็อย่าว่ากันนะครับ ที่สำคัญ Flight กลับกรุงเทพฯ มีสาวอังกฤษ ลูกครึ่งมาเลเซียนั่งข้างๆ น่ารักไม่ใช่น้อยเชียวหละ ผมขอตัวไปหม้อ....เห้ย ไปคุยกับคุณเธอก่อนหละครับ เวลาบนเครื่องมีน้อยนิดนัก อิอิ

 

13 octobre

Good Bye Germany: You Will Always Be Remembered

Transit Flight ทีไร มีเวลามานั่งพิมพ์อะไรเรื่อยเปื่อยไร้สาระเป็นทุกครั้งไป คราวที่แล้วก็ที่ Dubai สี่ชั่วโมงกว่าๆ ได้ มันเป็นการฆ่าเวลาได้ดีพอสมควร มารู้ตัวอีกทีเครื่องก็จะออกแล้ว

 

ผมรู้สึกว่าบรรยากาศของ Heathrow กับ Dubai มันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มาดูกันดีกว่าว่ามันแตกต่างกันยังไง

 

ที่ Dubai ผู้คนจะพลุกพล่านมากเป็นพิเศษ คงเพราะที่มันเป็น Airport Hub อันดับหนึ่งของตะวันออกกลาง ที่เชื่อมทวีปยุโรปกับเอเซีย ของพวกเรือบินขนาดกลางที่ไม่สามารถบินระยะไกลได้อย่าง Boeing 747-400 อีกทั้งสนามบินนี้ ยังเป็นสวรรค์ของบรรดาคนรักการช๊อปปิ้ง แต่กลับไม่ได้แอ้มเงินผมเลยซักนิด เพราะไปถึงทีไร เป็นต้องมีอาการเพลียทุกที ของก็พะรุงพะรังไปหมด จะให้ไปเดินช๊อปปิ้งก็ไม่สะดวกเท่าไหรนัก สรุปแล้ว ผมเองก็อยากเดินดูของกับเค้าเหมือนกันแหละ

 

ส่วนที่ London Heathrow บรรยากาศ ดูเรื่อยๆ ไม่หลากหลายเชื้อชาติเหมือนที่ Dubai ซักเท่าไหรนัก จากการคาดเดาส่วนตัว คงเป็นเพราะที่นี่ มันเหมือนสนามบินปลายทาง ไม่ค่อยจะมี Flight ต่อไปไหนมาไหน ผู้คนเลยดูน้อยลงไปถนัดตา และที่ถูกใจผมมากคือ Quiet Seating Area ที่ๆ ผมนั่งบันทึกเรื่องราวอยู่ขณะนี้ บรรยากาศช่างน่านอนมากๆ เงียบๆ มีทั้งเก้าอี้ แบบนั่งและนอน รวมไปถึงโซฟานุ่มๆ ไว้ให้ใช้บริการ โดยไม่เสียเงินซักกะแดง สรุปแล้ว คล้ายๆ กับ Lounge Business/First Class ของสายการบินต่างๆ เพียงแต่การตกแต่งยังสู้กันไม่ได้ และไม่มีอาหารหรือเครื่องดื่มไว้รองรับ

 

ถึง ณ ขณะนี้ ผมก็ได้สั่งลาเยอรมันมาเรียบร้อย พร้อมกับความฉุกละหุก น่าตื่นเต้น ในรอบหลายเดือนของผมเลยหละครับ ถ้าอยากรู้ว่าตื่นเต้น คอขาดบาดตายแค่ไหน อ่านไปเรื่อยๆ นะครับ ขออธิบายตั้งแต่เช้าเลยดีกว่า

 

ตื่นเช้า (ของผม) 9 โมงครึ่ง ทั้งๆ ที่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ 8 โมงครึ่ง แต่แอบของีบต่อไปอีกตั้งหนึ่งชั่วโมง แผนของวันนี้ ผมตั้งใจว่าจะออกไปเอาของกับพี่เพิร์ลที่ Bochum แล้วก็เอาบัตร Siemens ไปคืนที่บริษัท แล้วก็ออกจากที่พักบ่ายสามโมง เพื่อที่จะให้ไปถึงสนามบินประมาณสี่โมงเย็น หรือว่า สองชั่วโมงก่อนเครื่องออก (ตามกฏสากลทั่วโลก) ใครอยากไปช้าไปเร็ว ก็แล้วแต่แทคติกของแต่ละคนละครับ

 

ผมเคยอย่างช้าสุดก็ 45 นาที ก่อนเครื่องออก ซึ่งในที่สุด ผมกับเพื่อนๆ โดน upgrade ให้ไปนั่ง Business Class เฉยเลย ผมคาดเดาว่า ทางสารการบินคงให้ที่พวกเราไปกับพวก Waiting list ที่ยืนรอลุ้นว่าใน Flight นั้นๆ จะมีที่ว่างบ้างหรือเปล่า คราวนั้นสบายไปเลยครับ อิ่มหน่ำสำราญกว่า Economy Class เป็นไหนๆ

 

ส่วนถ้าไป Check-in เร็วๆ เราก็มีสิทธิ์ได้น้ำหนักเยอะ โดนที่ว่า เรามีเวลาออดอ้อนคนที่เราเช็คอินด้วยนั้นเอง และที่สำคัญที่สุด คือ ความสบายใจครับ ไปถึงก่อน ไม่รีบ ชิวๆ มีเวลาสั่งลาแฟนๆ เพื่อนๆ อย่างเหลือเฟือ

 

ผมเอาข้าวกล้องผัดกระเพราในกระป๋องที่คุณแม่ เอามาทิ้งไว้ให้เมื่อสองอาทิตย์ก่อนมาเปิดกิน วันนี้วันสุดท้ายแล้วหนิ จะทิ้งก็เสียดายอยู่ ขุดทุกอย่างที่เหลืออยู่เอามากินให้หมด มื้อนี้ดั่งราชาครับ มีข้าวกล้องผัดกระเพราะ หมูหยอง ทูน่ากระป๋อง เปิปกับน้ำพริกสุดแสนจะเผ็ดของคุณแม่ เรียกว่ายัดยังไงก็ไม่หมด สุดท้ายก็ต้องทิ้งอยู่ดี...เอ่อ...เศร้า

 

ผมรีบจัดแจงอาบน้ำ แล้วเก็บกระเป๋าต่ออีกซักพัก จึงค้นพบว่าน้ำหนักกระเป๋าผมมันใช่เล่นๆ นะเนี้ย หอบไปทีเดียวมีหวังหลังหักกันพอดี เลยตัดสินใจเอาไปเก็บไว้ที่ Storage Room ที่สนามบินก่อนซักรอบดีกว่า นั่นแน่ แผนของวันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงกันหละครับ

 

ผมหอบ Hand Luggage ทั้งสองใบไปก่อนเลย พอไปถึงระหว่างขึ้นรถลอยฟ้าที่จะนั่งจากสถานีรถไฟไป Terminal หลัก ผมเหลือบไปเห็นเจ้า Antenov จอดอยู่ที่โรงเก็บใกล้ๆ เจ้า Antenov เนี้ยแหละครับ ที่ตอนนี้ที่เป็นเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีเครื่องยนต์ถึงหกเครื่อง เจ้า Airbus 380 ที่จะเปิดตัวปีหน้ายังสู้ไม่ได้เลยครับ แต่รุ่นที่จอดอยู่เป็นโมเดลรุ่นน้องของเจ้าเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุด  ผมเริ่มลังเลใจ และก็ตัดสินใจ หยิบกล้องออกมา แล้ววิ่งขึ้นไปที่ Visitor Terrace ก่อนที่จะอยู่ที่นั้นร่วมชั่วโมง....ลางร้ายเริ่มโผล่ออกมาให้เห็นแล้วหละครับท่านผู้อ่าน

 

บ่ายสองโมง ผมรีบวิ่งหอบกระเป๋าไปฝากที่ Terminal โดยก่อนไป มีคนเยอรมัน มาถามผมเกี่ยวกับเจ้าเครื่องบินรัสเซียนี่พอดี เพราะว่าเค้าคงจะไม่เคยเห็น

 

คนเยอรมัน: Blur Blur Blur……

 

ผมได้แต่ทำหน้าเอ๋อ เพราะว่าไม่เข้าใจที่มันพูดเลยซักนิด (เยอรมันผมแข็งแรงนักนี่) แต่จับคำๆ นึงได้ ก็คือ Fotografieren แต่จับได้คำเดียว ก็ยังไม่รู้อยู่ดี เลย ทำหน้า งงๆ แล้วตอบกลับไปว่า

 

ผม: Ich Verstehe nicht. Sprechen Sie Englisch?

 

คนเยอรมัน: Do you like to take photos of aircrafts?

 

หลังจากนั้นก็คุยกันเกือบสิบห้านาที ค่อนข้าง งง เล็กน้อย คงเป็นเพราะภาษาอังกฤษเค้าไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร เล่นเอานานเหมือนกัน กว่าจะเข้าใจเรื่องที่พูดอยู่ ผมรีบสั่งลา เอากระเป๋าไปฝาก แล้วก็โทรหาพี่เพิร์ล เพื่อนัดเอาของที่ลืมไว้ที่บ้านพี่หง่าวในเนเธอร์แลนด์

 

ผม: พี่เพิร์ลว่างหรือเปล่าครับ? พอดีเมื่อวานผมกลับจาก Frankfurt ช้าไปหน่อย เลยไม่อยากไปรบกวน

 

พี่เพิร์ล: ว่างๆ จะมาถึงเมื่อไหรหละ เดี๋ยวพี่เอาไปให้ที่ Hauptbahnhof

 

ผม: รถไฟถึงประมาณบ่ายสามโมงสิบครับ เจอกันข้างหลังสถานีแล้วกัน

 

ผมค่อนข้างเกรงใจเหมือนกัน ที่รบกวนพี่เพิร์ลเอามาให้ที่สถานีรถไฟ โดยที่ตอนแรกผมตั้งใจจะไปเอาที่บ้านพี่เค้าเลย หลังจากนั้น หารู้ไม่ว่า ที่พี่เค้าเอาของมาให้ที่สถานีนั้น ทำให้ผมพลาดการตกเครื่องไปอย่างเส้นยาแดงผ่าแปด...ผู้อ่านคงรู้แล้วสิครับ ว่าผมได้ขึ้นเครื่องอย่างเฉียดฉิว ถ้าอยากรู้รายละเอียด อ่านไปต่อเรื่อยๆ นะครับ ถ้าไม่อยากรู้ก็ต้องอ่านต่อไปครับ หลวมตัวมาถึงขนาดนี้แล้ว ถือว่าเห็นใจผมผู้เขียนตาดำๆ คนนี้ด้วย

 

ไปถึง Bochum Hbf ผมรีบวิ่งไปซื้อ Pudding Brazel กับ Marzipan Croissant สองขนมปังแสนโปรดที่ผมชอบซื้อไปกินที่ทำงานตอนเช้าเป็นประจำ เป็นการสั่งลาเจ้าขนมปังสองชนิดนี้อย่างเป็นทางการ ใครอยากรู้ว่ารสชาติ หน้าตามันเป็นยังไง ถามเป็นการส่วนตัวได้เลยครับ Pudding Brazel วันนี้ เป็นการสั่งลาที่ไม่ค่อยจะประทับใจเท่าไหรนัก รสชาติไม่เหมือนร้านประจำที่ผมซื้อกินเลย...เศร้าครับ ส่วน Marzipan Croissant ประทับใจมาก เพราะว่าให้ไส้ Marzipan เยอะมาก แถมราด Icing เพิ่มความชุ่มฉ่ำในการหม่ำในแต่ละคำอีกต่างหาก

 

ซื้อขนมปังเสร็จ ผมรีบวิ่งไปหลังสถานี ตามนัด พี่เพิร์ลยืนรออยู่แล้ว ส่วนผมก็ยัดเจ้าขนมปังใส่ปากไปคุยไป ผมสั่งลาพี่เพิร์ล รวมทั้งฝากลาพวกพี่ๆ ที่ Bochum และ Dortmund ด้วยเลย คุยเรื่องไปเที่ยวเนเธอร์แลนด์กันซักพัก พี่เพิร์ลตัดบทขึ้นมาว่า

 

พี่เพิร์ล: นี่เธอต้องไปต้องไปรถไฟรอบไหนเนี้ย

 

ผม: ยังไม่รู้เลยพี่ เดี๋ยวค่อยเช็ค (ห่วงแต่จะคุย เอิ้กๆ)

 

พี่เพิร์ล: พี่จำได้นะว่า รอบ บ่ายสามสิบสี่

 

ผมรีบวิ่งไปดูที่ ตารางรถไฟ เออ ใช่จริงๆ ผมเหลือบดูนาฬิกา อ้าว บ่ายสามสิบสามแล้วหนิหว่า และแล้วผมก็รีบวิ่งไปที่ Platform พร้อมกับเอี้ยวตัวไปสวัสดีพี่เพิร์ลเป็นครั้งสุดท้าย 

 

พี่เพิร์ลเป็นนักเรียนไทยที่เรียนโท อยู่ที่ Bochum ตอนนี้จบแล้ว แถมยังได้งานประจำอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก Dusseldorf ซักเท่าไหรด้วย ถือว่าหายากมาก สำหรับคนไทยที่เรียนจบแล้วได้งานทำเลย หรือไม่ก็ต้องมีผลการเรียนและเรื่องอื่นๆ ที่เด่นจริงๆ เพราะเปอร์เซนต์การว่างงานในเยอรมันตอนนี้ก็สูง บริษัทต่างๆ เค้าก็กักเก็บตำแหน่งไว้ให้คนเยอรมันก่อนเลยเป็นอันดับหนึ่ง โดยส่วนตัว พี่เพิร์ลเป็นคนน่ารัก คุยเก่ง อัธยาศัยดี ผมคุยกับพี่เพิร์ลทีไร เป็นขำๆ ทุกที เป็นบางครั้งเหมือนกันที่ผมแอบหยอดๆ พี่เพิร์ลไปบ้าง เพิ่มความสนุกสนานให้กับบทสนทนาใน MSN  ยังไงก็โชคดีเน้อพี่ งานรุ่งๆ มีแฟนเร็วๆ นะค้าบ

 

ผมรีบวิ่งมาขึ้นรถไฟ เพื่อกลับบ้านขนของเป็นรอบสุดท้าย พอไปถึง Essen Hbf เหลือบไปมองนาฬิกา เห้ย จะสี่โมงเย็นแล้วเหรอวะเนี้ย ตามแผนผม กะจะให้ไปถึงสนามบินสี่โมงเย็น ไหง สี่โมงเย็นแล้วยังไม่ถึงบ้านเลย ลางร้ายบอกเหตุ เริ่มเคลือบคลานเข้ามาเรื่อยๆ

 

กลับถึงบ้าน เช็คของเป็นครั้งสุดท้าย แปรงฟันล้างหน้าเรียบร้อย ก่อนจะลากกระเป๋าใบใหญ่ น้ำหนักเกิน 20 กิโล ออกจากที่พัก ระหว่างเดินไปที่ Tram Stop ผมเห็นอะไรๆ เหลืองๆ แล่นผ่านหน้าปากซอยไป รถรางนั้นเอง ผมคิดในใจ รออีกสิบนาที เดี๋ยวก็มาอีก โดยที่ไม่ได้เอะใจว่า มันไม่ใช่ว่าจะมีรอบรถไฟไปสนามบินทุกๆ สิบนาทีเหมือนกัน!

 

ผมเดินเกือบถึง Tram Stop แล้ว เจ้าแทรมคันเดิมก็ยังจอดอยู่ เนื่องจากกระเป๋าอันแสนจะหนัก ให้ตายยังไงผมก็วิ่งไปไม่ทันแน่ๆ แต่ทำไมมันไม่รีบๆ ไปว้า ต้องมาออกตัวผ่านไปต่อหน้าต่อตา ตอนที่ผมกำลังจะข้ามทางม้าลาย ทำให้ผมแค้นใจอย่างสุดซึ้ง ว่า เอ็งทำให้ข้าต้องรออีกสิบนาทีเต็มๆ ประมาณว่าถ้าเอ็งรีบๆ ไป ข้าก็อาจจะไม่ต้องรอถึงสิบนาทีเต็มๆ ขนาดนี้ (ไอ้ผมมันประเภทเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังเสียดาย)

 

ระหว่างนั่งรอ พี่ป้อมโทรมาจากเมืองไทย ผมบอกไปว่า งานนี้มีลุ้นครับพี่ สี่โมงครึ่งแล้ว เครื่องออกหกโมงห้านาที ผมยังอยู่หน้าบ้านอยู่เลย ในใจยังปลอบตัวเองว่า แบบนี้ดิ ชีวิตมีรสชาติ ลุ้นระทึกทุกๆ วินาที

 

สิบนาทีต่อมา เจ้าแทรมคันเหลือง รับผมจากหน้าบ้านมาส่งที่ Essen Hbf ผมรีบวิ่งแบกกระเป๋าไปดูตารางรถไฟ โดยที่ไม่ดูนาฬิกาเลย ในที่สุดก็เจอ รอบสี่โมงสามสิบสอง เสร็จตูแน่ๆ ยังไม่ทันวิ่งเลย สายตาผมไปเจอะเข้ากับนาฬิกาที่สถานีอันเบ้อเริ่ม บอกเวลาว่า สี่โมงสามสิบสี่ เวรแล้วไง....นี่กูเพิ่งตกรถไฟเองดิวะ ผมรีบหันควับไปดูรถไฟรอบต่อไปทันที อืม อืม อืม....สี่โมงสี่สิบเก้า เป็นรอบต่อไปที่จะไปสนามบิน ผมลองคำนวณเวลาดูแล้ว นั่งรถไฟประมาณยี่สิบนาที นั่งรถลอยฟ้าอีกสิบนาที ต้องไปเอาตั๋วเครื่องบินในกระเป๋าที่ฝากล่วงหน้าไว้ที่สนามบินแล้วอีกห้านาที บวกลบคูณหารในใจ แล้วสรุปได้ว่า ข้าพเจ้าต้องเช็คอินครึ่งชั่วโมงก่อนเครื่องออกไหนจะเวลาเดินจากสถานีไปที่รถลอยฟ้าอีก ถึงตอนนี้ เป็นใครๆ ก็ต้องเหงื่อตกหละครับ

 

ผมเขียนไปเจ็ดหน้ากระดาษ จนเจ้า MSN Space ไม่อนุญาติให้ผมใส่ข้อความทั้งหมดในทีเดียว เอาเป็นว่า ติดตามตอนหน้าแล้วกันครับ

23 septembre

Good Bye Siemens

หายไปนานเลยครับ ไม่ได้มาเขียนเล่าเรื่องให้อ่านกันเลย พอดีช่วงที่ผ่านมาที่ห้องไม่มีเนตใช้แล้ว ถึงมีเรื่องจะเล่า ก็ไม่มีโอกาส ก็ได้แต่เก็บความประทับใจเอาไว้ สัญญาว่า ถ้ามีเรื่องดีๆ จะเอามาแชร์กันเป็นประจำ วันนี้ขอเขียนอะไรแบบเศร้าๆ แล้วกัน ก็คนมันเศร้าจริงๆ หนิหว่า!
 
วันเวลามาถึงวันนี้อีกจนได้ กับการที่ต้องร่ำลาสถานที่หนึ่ง เพื่อไปอีกสถานที่หนึ่ง มันช่างน่าเบื่อไม่ใช่น้อยสำหรับคนที่เดินครึ่งโลกเป็นเวลานานๆ อย่างผมเป็นประจำ (ตั้งแต่นิวซีแลนด์จนถึงอังกฤษ) ยังดีที่ผมเป็นคนปรับตัว หรือสำนวนไทยว่า "เข้าเมืองตาลิ่วต้องลิ่วตาตาม"
 
แต่มาเยอรมันคราวนี้ ไม่ได้ง่ายเอาซะเลย เล่นเอาผมแทบแย่เหมือนกัน กว่าจะชินกับการอยู่ที่นี่ ภาษาเค้าผมก็พูดไม่ได้ ได้แต่ชี้โบ้ชี้เบ้ มีหลายครั้งที่รู้สึกหงุดหงิดกับคนที่นี่ ที่ไม่ยินดียินร้ายอะไรกับเรา ยกตัวอย่าง วันหนึ่งที่ผมต้องจองตั๋วรถไฟไป Frankfurt ผมเดินไปที่ Counter
 
ผม: Sprechen Sie Englisch? (Can you speak English?)
 
DB officer: Nein.....พร้อมกับส่ายหน้าอย่างไม่มีเยื่อใย
 
ไอ้ผมก็ ไม่ดีเองที่ไม่เตรียมตัวให้ดี ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ได้แต่เดินออกมาด้วยความรู้สึกโมโหเล็กๆ แต่ไม่ได้โทษเค้าคนเดียว มันเป็นบทเรียนได้ดีทีเดียว จนหลังๆ มานี่ ผมจะไปติดต่อใคร ผมต้องเตรียมตัวหาคำพูดหรือคำศัพท์เป็นภาษาเยอรมันไว้ก่อนเลย ถ้าพูดไม่เป็น
 
อย่างตอนต้องไปต่อวีซ่า ผมเขียนใส่กระดาษแล้วยื่นให้เลย ในกระดาษเขียนว่า "I would like to extend my visa or work permit" อย่างน้อยก็แสดงให้คนที่นี่เห็นว่า เราก็พยายามพูดภาษาเค้าเหมือนกัน แล้วก็ต้องหน้าด้านเข้าไว้ คือ จะไม่พูดภาษาอังกฤษ ถ้าผู้สนทนาไม่พูดมาก่อน จนบางครั้งเพื่อนผม แนะนำว่า "กูว่ามึงพูดอังกฤษกับเค้าดีกว่า เค้าน่าจะรู้เรื่องนะ เมืองนี้มันเมืองท่องเที่ยว" อื้มม..จริงของมัน
 
เมื่อวานตอนซื้อตั๋วรถไฟไป Frankfurt อีกเช่นกัน ปกติที่สถานี Essen ผมจะภาวนาให้เจอกับพวก officer หน้าตายิ้มแย้ม หรือว่า พวกเด็กๆ เพราะว่าพวกนี้ต้องคุยภาษาอังกฤษได้ชัวร์ตีน แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะโชคดีเสมอไป เพราะถ้าถึงคิวเรา แล้วใครเรียก ก็ต้องไป ระหว่างเข้าคิว ผมคิดในใจว่าจะพูดยังไงดี ดีที่ผมเตรียมตัวมาดี โดย Print ตารางรถไฟที่ผมต้องการมาเลย พอถึงคิวผม เดินดุ่มๆ เข้าไปพูดอย่างไม่ค่อยมั่นใจ พร้อมกับยื่นแผนที่ print ไปให้
 
ผม: Eine Frahkarte von Essen nach Darmstadt via Frankfurt Flughafen bitte. (One ticket from Essen to Darmstadt via Frankfurt airport please)
 
DB officer: Blur Blur Blur....พร้อมกับชี้ไปที่กระดาษแผ่นที่ผมให้ไป
 
เวร แล้วดิตู ฟังไม่ออก แต่เดาว่า เค้าคงถามว่าเอารอบนี้เลยใช่มั้ย ผมเลยตอบกลับไปว่า
 
ผม: Ja, bitte. (Yes, please)
 
DB officer: Fuenf und Zwanzig Euros bitte. (25 Euros please)
 
ราคาตรงกับที่ผมดูมา เลยจัดแจงยื่นเงินให้ พร้อมกับรับตั๋วมา แอบภูมิใจเล็กๆ ว่าขนาดมั่วแล้วเค้ายังพอฟังรู้เรื่อง =)
 
นอกเรื่องไปซะไกลเลยนะเนี้ย วกกลับมาเรื่องที่ต้องสั่งลากับเพื่อนร่วมงาน คุณซุปเปอร์ไวเซอร์ ที่ Siemens ดีกว่า พูดถึงการสั่งลา ใครๆ คงไม่อยากให้มันเกิดขึ้นซักเท่าไหร แต่มันเกิดขึ้นกับผมบ่อยเหลือเกิน ปีนี้ นี่ก็รอบที่สามแล้ว
 
รอบแรก (มกรา): สั่งลาเพื่อนๆ แล้วก็แคนดี้ที่เมลเบิร์น เศร้าแรก....
 
รอบสอง (มีนา): พอกลับมาอยู่เมืองไทยได้เดือนนึง อะไรมันเริ่มจะลงตัว ผมก็ต้องบินมาเยอรมันอีกแล้ว เศร้าสอง....
 
รอบสาม (ปัจจุบัน): สั่งลา Siemens และประเทศเยอรมันที่ให้ที่พักพิงนานถึงเกือบเจ็ดเดือน เศร้าสาม....
 
วันสุดท้าย ไปกินข้าวกลางวันกับ ไมเคิล (เยอรมัน) ชิน (เกาหลี) เมิร์ท (ตุรกี) เล็ก (ฮ่องกง) คาลอส (เม็กซิโก) และตัวผม หกคน หกเชื้อชาติพอดี มื้อสุดท้ายที่ Siemens ผมสั่ง Spiessbraten mit Paprika rice (ไก่งวงอบกับข้าวอบปาปริก้า) อร่อยไม่ใช่เล่น
 
ตอนบ่าย ผมขึ้นมาเก็บโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย จัดแจงทิ้งเอกสารที่ไม่จำเป็น บางอย่างก็เอากลับบ้านไปเป็นที่ระลึก วันนี้มีนัดกับเล็ก ว่าจะช่วยไปเลือกซื้อกล้องดิจิตอลให้ใกล้ๆ ที่ทำงาน จัดแจงส่งเมล์หาเพื่อนๆ ว่าจะไม่ใช่เมล์ account Siemens อีกต่อไปแล้ว ขนาดสั่งลากับ E-mail account นี้ ยังใจหายได้ อย่างว่า ผมอยู่กับมันแทบจะทุกวันทำงาน ในเวลาหกเดือน ผมมีเกือบ 3000 mails ใน Inbox ยังไม่นับที่ลบไปแล้ว และที่ส่งหาคนอื่น ผูกพันจริงๆ กับ เจ้า Microsoft Outlook ผมจัดแจงทุกอย่างเสร็จสี่โมงครึ่ง รอสั่งลา คุณซุป แต่ว่าเค้ามีประชุมอยู่ เลยนั่งรอได้ซักพัก
 
สิบนาทีต่อมา คุณซุปออกจากห้องประชุม ผมกำลังจะเข้าไปสั่งลา พี่แก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุยจนเกือบถึงหกโมงเย็น ผมก็ดันเป็นคนขี้เกรงใจ นั่งรออยู่อย่างงั้น จนดูทีท่าว่าคงอีกนาน กอรปกับ เล็ก ต้องรีบกลับบ้าน เพราะเดี๋ยวจะไม่มีรถไฟเอาได้ ผมเลยเดินเข้าไปหา
 
Christ told the guy that was on the phone with him
 
Christ: Can you give me two minutes? I need to say good bye to someone that will leave Siemens today.
 
ผมคิดในใจ อ้าว...รู้งี้ รีบมาบอกลาดีกว่า อุตสาห์เกรงใจอยู่ตั้งนาน ผม Shake hand กับคุณซุป
 
ผม: Thank you very much for being such a good host. We can keep contact by E-mail.
 
จริงๆ แล้วอยากพูดอะไรมากกว่านี้ แต่ช่วงเวลานั้นมันลืมไปซะหมด
 
Christ: Your welcome. I hope that we may see each other again in the future.
 
สั่งลาเรียบร้อย ผมเดินไปจับมือกับ Christoph หนึ่งใน supervisors ของผมอีกเช่นกัน รวมถึงคนอินเดียที่มาจาก Orlando, USA ที่มาดูงานที่แผนกผมสองเดือน เสียดายจริงๆ ที่ผมเพิ่งจะมาสนิทกับเค้าเอาสามวันสุดท้าย ผมให้ของขวัญจากเมืองไทยที่คุณแม่เอามาฝากกับเค้าไปด้วย
 
เรื่องมีอยู่ว่า เค้าถามผมว่า
 
เค้า: I heard that you come from Thailand, right?
 
คำถามเดียวเท่านั้นแหละ ผมร่ายซะยาวเลย สงสัยคงเพราะเวลาทำงาน ปากผมไม่ค่อยได้เปิดเท่าไหร เพราะไม่รู้จะคุยกับใคร สรุปแล้วยืนคุยอยู่ตรงจุดนั้นอยู่กว่าครึ่งชั่วโมง จนวันนี้วันสุดท้าย เค้าขออีเมล์ผมไป ส่วนผมก็บอกเค้าไปว่า มาเมืองไทยเมื่อไหร เมล์มาบอกแล้วกัน เดี๋ยวผมดูแลเอง...Be my guest! (เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกเศร้าที่ต้องกลับเมืองไทย เรื่องดีๆ มักจะเกิดขึ้นตอนสุดท้ายเสมอ)
 
เสร็จแล้วก็เดินลงไปเจอเล็กข้างล่างก็เกือบจะหกโมงเย็น เจอนายชิน เค้ารอสั่งลาผมตั้งแต่ห้าโมงเย็น กับนายชิน ผมก็เพิ่งจะเริ่มรู้จักมักจี่กันอาทิตย์สุดท้าย อย่างว่า พออยู่คนเดียว สันดานในการตีซี้กับคนทั่วไปผมมันออกมาเองเลย
 
สำหรับชิน ผมชวนชินกับเพื่อนเค้า (สาวๆ) ไปกินอาหารไทยที่ Dusseldorf เมื่อวันอังคาร แต่เพื่อนเค้าไปไม่ได้โดยตอนแรก ผมถามชินว่า แถวนี้มีร้านอาหารเกาหลีแนะนำป่าว นายชินว่าส่วนใหญ่ จะแพงมาก  เลยมีกันแค่สี่คน ผม ชิน เล็ก ดาเนียล่า (แฟนเล็ก) ผมสั่งส้มตำหมูปิ้ง (เมนูเดียวกับที่สั่งให้นายแมท) ให้นายชิน เค้าชอบใหญ่เลย เห็นบอกว่าคราวหน้าจะพาเพื่อนมากิน คนชวนต้องแอบปลื้มเป็นธรรมดาสิครับ
 
ผมจับมือสั่งลานายชินแล้วชวนมาเมืองไทยอีกเช่นเคย ผมบอกไปอีกว่าจะมา เมล์มาบอกด้วยแล้วกัน
 
หลังจากนั้น ผมก็ไปซื้อกล้องดิจิตอลกันนายเล็ก โดยสุดท้ายก็ลงเอย กับ Kodax บวกกับนายเล็กตกรถไฟ เลยชวนกันไปกินร้านอาหารจีนที่ Essen Hbf กินเสร็จก็นั่งคุยๆ กันซักพัก ก่อนที่จะสั่งลาโดยการจับมืออีกเช่นเคย ผมบอกนายเล็กว่า ผมอาจจะกลับไปเมลเบิร์นปีหน้า ถ้ามีโอกาส นายเล็กตกลงว่า ถ้าผมกลับไปคงได้เจอกันอีก
 
และแล้วช่วงเศร้าที่สุดของวันก็มาถึง ผมแยกกับนายเล็ก แล้วตัดสินใจขอเดินเล่นในเมือง Essen เป็นครั้งสุดท้าย ตอนมาอยู่เยอรมันใหม่ๆ ผมยังจำได้ว่า ผมเดินกลับบ้านประจำ เพราะว่า ไม่รู้จะรีบกลับไปไหน ไม่มีอะไรทำในห้อง
 
ผมเดินไป นึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาในช่วงหกเดือน รวมถึงการเดินในเมืองครั้งสุดท้ายที่ พาคุณแม่มาเดินเล่น ก่อนจะส่งคุณแม่ที่ Frankfurt ในวันรุ่งขึ้น ผมตัดสินใจเดินตามทางเดินที่ผมพาคุณแม่เดินเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมจำได้ทุกร้านที่คุณแม่แวะดูของ เวลาเดินผ่านผมก็จะหยุดตรงนั้นซักพัก แล้วนึกถึงเวลาที่ผมรอคุณแม่ดูของแต่ละร้าน แต่วันนี้ผมหยุดอยู่ตรงนั้นคนเดียว...น้ำตาคลอเบ้าแบบไม่รู้ตัว หูอื้อ หน้าชา เดินก้มหน้ามองลายพื้นแล้วเดินต่อไปข้างหน้า
 
จบแบบซึ้งๆ แล้วกันนะครับคราวนี้ สุดท้ายขอขอบคุณ คุณแม่ พี่ป้อม ไอ้โปน บอย ฮวง วิน ที่ทำให้ผมมีความสุขมากๆ ในการท่องเที่ยวยุโรปช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา (จะสังเกตได้ว่า ผมยิ้มแก้มปริหลายรูปเลยหละ)
 
ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่อ่านตอนนี้จนจบครับ (ยาวอีกแล้วครับ เอิ้กๆ)
 
 
 
 
 
29 août

Duisburg : My Lovely Home in Germany

จริงๆ แล้ว เมืองที่ผมอาศัยอยู่ขณะนี้ มีนามว่า Mulheim an der Ruhr รวมไปถึงบริษัท Siemens ที่ทำงานอยู่ทุกวัน ก็อยู่เมืองนี้เช่นกัน สำหรับ Duisburg คือเมืองขนาดกลางในระแวกนี้ ซึ่งแน่นอน...ขนาดใหญ่กว่า Mulheim
 
ที่ๆ ผมอาศัยอยู่นั้นจะเรียกว่าชายแดนระหว่าง Mulheim กับ Duisburg ก็ว่าได้ เดินไม่ถึง 100 เมตร หรือว่า นั่ง U-bahn ไปแค่ stop เดียวก็ข้ามไปฝั่ง Duisburg แล้ว แล้วคนส่วนใหญ่จะรู้จัก Duisburg เมื่อผมพูดถึง Mulheim เกือบทุกคนที่ไม่ใช่คนแถวนี้จะทำหน้า งงๆ เพราะเหตุนี้ ผมจึงขโมยชื่อ Duisburg มาเป็นเมืองที่ผมพักพิงนั้นเอง
 
วันอาทิตย์สำหรับผม ถ้าไม่ได้ไปเที่ยวไหน ก็คงเหมือนกับวันอาทิตย์ของอีกหลายๆ คน เป็นวันพักผ่อน ที่เราๆ คงไม่มีใครลุกออกจากเตียงแต่เช้าตรู่ และก็เฉกเช่นปกติ ผมลุกจากเตียง เที่ยงตรงพอดี...
 
วันนี้ผมมีโปรแกรมไปดูฟุตบอลบุนเดสลีกา ระหว่าง Duisburg - Dortmund กับคู่ขาคนเดียว นาย Guimarey Metthew William นั้นเอง (ใครอยากรู้ประวัติคร่าวๆ ของนายคนนี้ กลับไปอ่านได้ตอนที่แล้วครับ) ผมนัดนาย Matt ไว้ตั้งแต่เมื่อวานว่า เจอกันบ่ายสาม หน้า Hbf เช่นเคย จัดแจงกินข้าวปลา แล้วก็อาบน้ำออกจากบ้านทันที
 
บ่ายสามตรง ผมนั่งรออยู่ที่ๆ ผมนัดพบกับนาย Matt
 
บ่ายสามสิบนาที ผมชักเริ่มสงสัย ว่านาย Matt มันหายหัวไปไหน จึงส่งข้อความไปว่า
 
Peter: Dude! Where are you? I'm in front of DM.
 
สั้นๆ โดยหวังว่ามันคงกำลังเดินมา ในอีกไม่กี่อึดใจ โทรศัพท์ผมสั่นในกระเป๋ากางเกง ผมชักเอ่ะใจ ว่ามันต้องมีปัญหาอะไรแน่ๆ
 
Matt: Gonna be a little late, give me 20 mins or so. Been chatting with some chicks. Sorry....
 
สั้นๆ แต่ได้ใจความ คือมันบอกให้ผมรอ เพราะว่ามันติดสาวอยู่ เหตุผลนาย Matt ทำให้เส้นเลือดในหัวปุดๆ ขึ้นมาทัน คือจากบ้านนาย Matt เดินมาแค่ 5 นาทีเท่านั้น ยังดีที่ว่า บรรยากาศแฟนบอลของทั้งสองฝ่าย ใน Hbf ทำให้ผมไม่รู้สึกเบื่อมากเท่าไหร ระหว่างนั่งรอ ก็คิดในใจ ว่า กูจะด่ามันดีไหมเนี้ย แต่เพื่อนกัน ควรจะจริงใจ และไม่ควรเก็บความคับแค้น
 
บ่ายโมงห้าสิบ นาย Matt โผล่มา ผมเดินไปหามันแล้วพูดเชิง โมโหว่า
 
Peter: Hey...what the fark took you so long to get your us here and you let me wait for almost an hour to chat with some chicks?!?!?!
 
นาย Matt ได้ยินคงรู้ว่าผมโกรธจริงๆ เพราะปกติผมเป็นคนเฉยๆ อารมณ์ดีซะส่วนใหญ่
 
Matt: Man...I'm really sorry. The chick is very nice. She comes from Finland.
 
ไอ้เวร...ผมไม่อยากโมโหแล้ว เพราะดูจากน้ำเสียง มันรู้สึกผิดจริงๆ ผมเลยพูดขำๆ กับนาย Matt ไปว่า
 
Peter: Then you should introduce her to me!
 
Matt: Man...I was having lunch at about ten past three then she came in the kitchen (ห้องครัวที่หอจะเป็นห้องครัวรวมครับ)
 
ผมขัดจังหวะขึ้นมาให้มันรู้สึกผิดกว่าเดิมว่า
 
Peter: What did you just say? Ten past three? I think, I told you to meet up at 3 o'clock, didn't I?
 
มันยิ้มกริ่มๆ แล้วเล่าต่อ ระหว่างที่กำลังจะเดินไปขึ้นรถบัส หลัง Hbf
 
Matt: She came in at the same time I got your message so I started talking to her. Man, I'm really sorry. She is very pretty and has a long hair.
 
ผมขี้เกียจฟังแล้ว เลยหยุดคุยเรื่องนี้ดีกว่า ผมถามคนขับรถบัส ว่าไป Stadion หรือเปล่า คนขับพยักหน้า เลยเดินกันขึ้นไปนั่ง นั่งรถบัสประมาณ 20 นาที ก็มาถึงจุดหมายของเรา Wadou Stadium ของทีมเจ้าบ้าน MSV Duisburg บรรยากาศมันทำให้ผมอยากรีบเข้าไปในสนามให้เร็วที่สุด มันเป็นอะไรที่ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากได้มาเก็บบรรยากาศให้ได้ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นครั้งที่สาม ที่ผมได้เข้าสนามดูฟุตบอลเยอรมันก็เถอะ ผมยังคงตื่นเต้นอยู่ดี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า....เราจะหาซื้อตั๋วกันได้ที่ไหนดี!!
 
ผมให้ Matt เป็นคนนำเพราะมันเคยมาดูแล้วรอบนึง ผมเหลือบไปเห็นป้ายเขียนไว้ว่า "ตั๋วขายหมดไปแล้ว" แต่ผมยังใจดีสู้เสือ เดินไปทางฝั่งทีมเยือน เผื่อจะมีตั๋วเหลือบ้าง....ปรากฏว่า ตั๋วหมดทุกที่เลยครับ!! ผมคิดในใจ นัดนี้พลาดไม่ได้เด็ดขาด มันน่าจะเป็นนัดสุดท้ายของผมในเยอรมันแล้ว แถมต้องมานั่งหงุดหงิดรอนาย Matt ไปเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็ม
 
อีกครั้ง ผมสังเกตเห็นคนเยอรมัน คนนึงกำลังขายตั๋วผีอยู่ ผมรีบตรงปรี่เข้าไปหา...
 
Peter: Zwei tickets bitte (Two tickets please). Wie viel? (How much?)
 
คนขายตั๋ว: Zwanzig Euros per Stuck (20 Euros per ticket)
 
ผมไม่ลังเลใจเลยที่จะควักแบงค์ยี่สิบออกจากกระเป๋า ยื่นให้คนขาย ถึงแม้จะเป็นตั๋วยืนก็ตาม ผมมองหน้า Matt แล้วถามว่า
 
Peter: Are you ok with this price?
 
นาย Matt พยักหน้า ผมคิดในใจว่า ยังไงมึงก็ต้องซื้อเว้ย มาดูเป็นเพื่อนกันซะดีๆ ไชโย...ในที่สุดก็ได้ตั๋วมาแล้วครับ ท่านผู้อ่าน
 
เราเดินเข้าไปในสนามทันที ผมคิดในใจอีกว่า ตั๋วยืนคงต้องมันส์สุดๆ แน่ๆ จากประสบการณ์สองครั้งที่เคยเข้าสนามมาก่อน ปรากฏว่า...แทบไม่มีที่ให้ยืนครับ แล้วไอ้ฝรั่งเยอรมันแต่ละตัวนี่ ก็ตัวใหญ่สุดๆ แล้วผมจะเห็นอะไรหละเนี้ย...ในใจเริ่มกังวล แต่ก็คิดอีกว่า ผมมาเก็บบรรยากาศ ฟุตบอลหนะ ไปดูในจอสี่เหลี่ยมราคาไม่กี่ตังที่เมืองไทยก็ได้
 
ที่แรกที่ไปยืน เป็นที่ยืนของพวกแฟนพันธ์แท้เลยหละครับ หลังโกลล์นั้นเอง ร้องเพลงกันดังมากๆ ผมกับนาย Matt มองไม่ค่อยจะเห็นเท่าไหร เลยพากันออกมาไปยืนอีกทีนึง ซึ่งเป็นที่ๆ เรายืนดูบอลกันจนจบเกมส์...
 
ที่ๆ ไปยืนเป็นมุมของสนามพอดี มองเห็นทั้งสนามบอลและบรรดาแฟนบอลขาประจำ ซึ่งผมเพิ่งมารู้ว่ามันเป็นมุมใฝ่ฝันของผมจริงๆ ถึงแม้จะมองสนามฟุตบอลไม่ค่อยถนัดก็ตาม ช่วงต้นเกมส์ ผมแทบไม่ได้สนใจเกมส์ฟุตบอลเลยด้วยซ้ำ มัวแต่ปลื้มกับการเชียร์ของแฟนบอลทีม Duisburg อย่างใกล้ชิด มันช่างยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้!!
 
ระหว่างเกมส์ เนื่องจากผมอยู่ในระแวกแฟนบอลขาประจำ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีตั๋วยืน ทำให้ผมรู้สึกผูกพันกับทีมฟุตบอลทีมนี้ ไปโดยปริยาย ร้องเพลงไม่ได้ ก็ได้แต่ดำน้ำร้องไปกับเค้า แล้วพอถึงช่วงตะโกน MSV หรือว่า Duisburg ผมก็จะมีส่วนร่วมด้วยเสมอ...ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงเวลาเชียร์บอลที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน อยากจะตะโกน Christian ออกไปแทน คำว่า Duisburg อยู่เหมือนกัน
 
โดยรวมแล้ว ผมค่อนข้างประทับใจกับการเชียร์ของแฟนบอลเมืองเบียร์ ผมไม่รู้ของประเทศอื่นหรอกนะ แต่ก็ยังรู้สึกชอบอยู่ดี เหมือนกับการปิ้งสาวคนนึงเข้าเต็มๆ โดยไม่สนใจสาวคนอื่นแล้ว
 
ระหว่างพักครึ่ง ผมรีบวิ่งไปซื้อกาแฟหนึ่งแก้ว แล้วก็โค้กหนึ่งแก้วมาให้นาย Matt ไว้ดื่มแก้เซ็ง ดีกว่าต้องมายืนกอดอกอยู่ตลอดเกมส์ 
 
ผลปรากฏว่า เสมอกันไป 1-1 ครับ โดย Dortmund ซึ่งนำโดย Jan Kohler, Thomas Rosicky, Lars Ricken นำไปก่อน แล้ว Duisburg ก็ตามตีเสมอสำเร็จ ผมเผลอไชโยออกไปเต็มๆ เลยครับ ตอนที่ Duisburg ตีเสมอได้ ประมาณว่าตามน้ำคนระแวกแถวๆ นั้นไปโดยไม่รู้ตัว
 
ก่อนจบเกมส์ไม่กี่วินาที นาย Matt มองหน้าผมแล้วบอกว่า
 
Matt: I think, we should leave now to avoid the crowd.
 
ผมก็โอเคครับ ใจจริงแล้วอยากเก็บบรรยากาศตอนจบเกมส์ เหมือนสองครั้งแรก แต่ว่าเดี๋ยวมันจะยิ่งลำบากตอนนั่งรถกลับ ปกติแล้วเวลาที่ผมไปดูฟุตบอลที่กรุงเทพคริสเตียนแข่ง ผมไม่เคยกลับเร็วเลย อยากอยู่ช่วยน้องๆ ร้องเพลงอยู่เรื่อย แต่เดี๋ยวนี้ คงไม่มีเพื่อนคนไหนเอากับผมแล้วหละ ล่าสุด ชวนเพื่อนไปดูจตุมิตรปลายปีนี้
 
เพื่อน: เห้ย มึงแก่ป่านนี้แล้ว ปล่อยให้เด็กๆ มันร้องไปเหอะ
 
เออ เพิ่งรู้ว่าแก่ แล้วร้องเพลงโรงเรียนไม่ได้นะเนี้ย ส่วนใหญ่ดูบอลเสร็จ ก็จะรีบไปก๊งเหล้ากันต่อมากกว่า
 
ผมกับนาย Matt วิ่งไปถึงรถบัส ในสภาพหอบ แฮ่กๆ เลยหละครับ มีแฟนบอลส่วนหนึ่งที่วิ่งแข่งกันเราสองคนเหมือนกัน ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวทั้งนั้น ส่วนหนุ่มๆ สาวๆ ยังคงอยู่ในสนามฟุตบอล
 
นั่งรถบัสกลับมาถึง Hbf นาย Matt เอ่ยปากมาว่า
 
Matt: Do you wanna check it out at the bar if there is a laliga match?
 
ผม: Enough soccer for today man.
 
แล้วก็แยกกันไป จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยสนใจฟุตบอลสเปนซักเท่าไหรนัก เลยบอกปฏิเสธไปตรงๆ ดีกว่า
 
และแล้ววันนี้กับความทรงจำดีๆ ก็ถูกบันทึกไว้ในอีกคราหนึ่ง....ใครมาอ่านแล้วฝากลงชื่อด้วยนะครับ แล้วหาเรื่องราวดีๆ มาให้อ่านกันอีก =)
 
 
21 août

ส้มตำกับฝรั่งออซซี่ และ ข้าพเจ้ากับอาหารสเปน

วันนี้ทำไมรู้สึกว่า ต้องกลับมาเขียนเก็บไว้ซักหน่อย บอกไม่ได้ว่าทำไม แต่มันเป็น Good memory and experience จริงๆ ไปเดทกับไอ้เจ้าแมททิวมานั้นเอง...ฮาตึมหละครับงานนี้
 
ขอเกริ่นถึงเจ้าเพื่อนคนนี้ซักหน่อยแล้วกัน  Guimarey Matthew William เป็นนักศึกษาฝึกงานจาก RMIT University เหมือนกับเรา เป็นคนสบายๆ ไปไหนไปกัน คุยด้วยแล้วรู้สึกว่ามันไม่เหมือนฝรั่งเลยซักนิด คงเป็นเพราะแมทเป็นคนเรียบร้อย ฮาๆ แล้วก็มีเพื่อนสนิทที่เป็นคนเอเซียอยู่บ้าง พ่อของแมทเป็นคนสเปน อพยพไปที่ออสเตรเลียเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ส่วนแม่แมทเป็นคนออสซี่ บวกลบออกมา ไอ้แมทเลยกลายเป็นลูกครึ่งสเปน ออสซี่ครับ แล้วก็พูดสเปนได้ซะอีกด้วย
 
ตื่นมากับความรู้สึกช้ำในเพราะใครบางคนเหมือนเคย ทั้งๆ ที่รู้ว่าฝืนต่อไปมีแต่จะแย่ แต่ใจมันมักจะดึงให้เราคิดถึงเค้าเสมอไป ไม่อยากลุกไปไหนเป็นอย่างงี้ทุกที ที่มีเวลานอนกลิ้งบนเตียงในวันหยุดเสาร์อาทิตย์
 
ตื่นมาก็ทำข้าวไข่เจียวใส่หมูหยองรับประทานเป็นอาหารกลางวัน จืดๆ นิดๆ เลยเอาน้ำพริกเผามากินกับไข่เจียวด้วยอีกแรง แค่นี้หน้าก็จืดสุดๆ แล้ว น้องฮวงทักว่า พี่ทำไมเล่นง่ายอย่างงี้อ่ะ เออ จริง...มักง่ายไปป่าววะ? เอาหนะ...เรื่องกิน เรามันคนง่ายๆ อยู่แล้ว ขอกับข้าวอย่างเดียว อิ่มท้องก็พอแล้ว จะว่าไปแล้วคนมักง่ายมักมีอารมณ์ขันกว่าคนอื่นนะ เพราะว่าไม่ต้องมานั่งซีเรียสกับเรื่องทุกๆ เรื่องอยู่ตลอดเวลา
 
กลับเข้าห้อง มี message มาจาก แมท ชวนไปดูบอลที่ Dusseldorf
 
แมท: U want to go to Dusseldorf today? Arsenal vs Chelsea. Not sure what time, I think around 4.
 
ดีเลย ว่างพอดี ไม่อยากนั่งเล่นเนตอยู่กับบ้านวันหยุดแบบนี้ จัดการเช็คตารางรถไฟ แล้วก็ message กลับไปว่า
 
ผม: Yeah dude! Why not? Let meet at Hbf 3 pm. The train will depart at 3:08 pm.
 
ไปถึง บานโหฟ ไหนวะ ไอ้แมท สงสัยแม่งให้ตูไปคนเดียวแน่ๆ ก่อนรถไฟจะออกไม่กี่วิ มันก็โผล่มา เยี่ยมไปเลยนะนาย สุดท้ายมันสารภาพว่า
 
แมท: I was watching Grandprix then I looked at the watch. What the fuck! it was five to three already. So I left without getting change.
 
ไปถึง Dusseldorf ตั้งแต่บ่ายสามครึ่ง กว่าบอลจะมาก็ห้าโมงเย็น เลยชวนมันไปกินอาหารไทยกันซะหน่อย พอไปถึง จำได้ว่าวินเคยให้แมทลองกินส้มตำหนึ่งคำ แล้วมันบอกว่าส้มตำไม่เห็นจะเผ็ด ปกติมันก็พอกินเผ็ดอยู่แล้ว คราวนี้เลยขอลองกินเต็มๆ จาน ไอ้เราก็สั่งให้มันทันที ในใจคิด คราวที่แล้วบอกไม่เผ็ดใช่มั้ยมึง...ฮ่าๆ เสียชื่อคนไทยกินเผ็ดกันพอดี
 
บ๋อย: รับอะไรดีครับ
ผม: ส้มตำหมูปิ้งสองที่ครับ
บ๋อย: เผ็ดแค่ไหนครับ
 
คิดอยู่ซักพักว่าจะ ปานกลาง หรือ น้อยดี...คิดไปคิดมา เดี๋ยวจะเหลือของเปล่าๆ ถ้ามันกินไม่ได้
 
ผม:  เผ็ดน้อยแล้วกันครับ
บ๋อย: รับน้ำอะไรดีครับ
ผม: Matt, what would like to drink man?
แมท: Some kind of drink that you guys had last time. It is abit colorful.
 
น้ำอะไรของมันวะ มีหลายสี คิดไปคิดมาก็ อ๋อ เพราะว่ามาที่นี่ ไม่ค่อยได้ดื่มอะไรแปลกๆ
 
ผม: ชาเย็นสองแก้วครับ
 
ระหว่างรอ ก็นั่งคุยขำๆ กับมันไปเรื่อย พูดอะไรเป็นขำ คลายเครียดดีจริงๆ ไอ้หมอนี่ และแล้วส้มตำจานโปรดก็มา...กินกันไปคำสองคำ...
 
แมท: farkkk man, this is real hot!
 
เออ จริง แม่งขนาดเรากินยังเผ็ดเลย
 
ผม: I told them already that I want less spicy.
 
แมท: Man, my mouth is burning.
 
ผม: Stop then. If you try abit more, then your stomach will be burning as well. And if you finish this dish, you must prepare having a hermoroid on your ass tommorrow dude!
 
หลังจากนั้นมันก็กินต่อไปอีกสามสี่คำแล้วก็เลิกกินไปเลย...อ้าว เราผิดอีกดิเนี้ย สั่งเผ็ดเกินไปอีก เลยต้องนั่งอธิบายกันว่า คนไทยนี่ กินส้มตำกันยังไง เริ่มตั้งแต่พริกกี่เม็ด แล้วถ้าเอ็งกินแบบไม่ใส่พริกเลย ก็ยังมีสิทธิ์เผ็ดได้ ถ้าคนก่อนหน้าเอ็งกินแบบใส่พริกสามเม็ด...พริกติดครกนั้นเอง แล้วก็สารภาพมันไปว่า ส้มตำจานนี้ แบบประมาณ my limit พอดี มากกว่านี้ อั้วก็กินไม่ได้เหมือนกัน เลือดตกยางออก เป็นริดสีดวงกันพอดี ฮา....
 
สรุปมันกินแต่หมูปิ้ง ส้มตำแตะไปสองสามคำได้ เราบอกให้มันค่อยๆ กินก็ได้ แต่มันบอกว่ามันยังอิ่มอยู่ เพราะเพิ่งกินข้าวกลางวันมา เออ...กูรู้มึงเกรงใจ ถึงตอบมาอย่างงี้ ทำให้กูไม่รู้สึกผิดเท่าไหร เป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ หึหึ
 
ไปดูบอลกันต่อ อีกสองชั่วโมงที่ Bar ใกล้ๆ ร้านอาหารไทย สั่งโค้กคนละแก้ว นั่งไปสองชั่วโมงได้ เนียนอีกแล้วครับท่าน แต่ร้านมันไม่มีคนหนิ คนเยอรมันเค้าไม่ค่อยดูบอลต่างประเทศกันเหมือนบ้านเรา เค้าดูแต่บอลลีกประเทศเค้าหละ บ้ากันมาก มาอยู่เยอรมัน ก็มีไอ้แมทเนี้ยแหละ ที่คุยภาษาฟุตบอลกันรู้เรื่อง
 
ดูเสร็จ แมทโทรชวน Mert มากินอาหารสเปนด้วยกัน แต่ไม่ติด เลยไปเดินเล่นกันริมแม่น้ำ...สวีทฉิบหายเลย...สุดท้าย ไม่มีการติดต่อกลับ เลยไปกินกันสองคน คราวนี้แมทเป็นคนสั่งครับ เพราะมันพูดสเปน แล้วก็เชี่ยวชาญอาหารสเปน แต่เนื่องจากไม่หิว เลยสั่งปลาหมึกสไตล์สเปนมากินกับขนมปัง แล้วก็ Olive อร่อยดีแหะ เค็มๆ แปลกๆ ไม่แพงเท่าไหรด้วย เสียดายที่ยังอิ่มอยู่ เพราะมันบอกว่ามีอีกเมนูนึงที่ต้องลอง ก็คงไว้ลองใหม่คราวหน้าละกัน
 
ผม: Hey...this is nice man. I'll definitely try again later. Maybe next week when we come to the festival in Dusseldorf.
 
เนื่องจากว่ากินเยอะไปหน่อย เลยถึงคราวที่ห้องน้ำจะเรียกหา...หลังปฏิบัติภารกิจเรียบร้อย
 
ผม: It was a big bombing like a bratwrust (German sausage).
 
แมท: Fark...man, I'll never have bratwrust again until I go back....Laugh out loud!
 
จำได้ว่านี่เป็นอาหารสเปนเป็นทางการครั้งแรกในชีวิต ปกติ เคยกินแต่ข้าวผัดสเปนที่ Black Canyon ซึ่งมันไม่ค่อยจะใช่ซักเท่าไหร ก่อนกลับเมืองไทย ต้องมาลองอีกซักรอบ
 
ตอนรอ U-bahn กลับบ้าน
 
แมท: Let go back to find some chicks man...do you wanna go?
 
ผม: Umm...well, let come back next week. We will be back here again for the festival anyway. (จริงๆ แล้วอยากกลับบ้านนะครับ)
 
วันนี้จากเซ็งๆ ตอนเช้า เลยค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ได้ออกไปลองอะไรแปลกๆ บ้าง จะกลับแล้วด้วย
 
Note: ในรูปคนซ้ายสุด คือ นาย Guimarey Matthew William
16 août

Northern Germany

 
ผ่านไปอีกเป็นที่เรียบร้อย สำหรับทริปท่องเที่ยวเยอรมันแดนเหนือ ในที่สุดก็หักโหมเที่ยวจนทั่วทุกภาคของเยอรมัน อากาศไม่ค่อยเป็นใจเอาซะเลย ฟ้าครึ้มทั้งหมดสามวัน แถมบางวันฝนตก จนไม่มีกะจิตกะใจจะถ่ายรูป หมดสนุกไปเลยดิเรา
 
ไปครั้งนี้ตั้งใจจะไปดู Airbus Factory ที่ Hamburg เป็นโรงงาน Airbus ที่ใหญ่รองมาจาก Toulouse ในฝรั่งเศส เกือบจะไม่ได้ไปแล้ว เพราะกะทันหันจริงๆ จองรถจองที่อยู่เอาวันพฤหัส แล้วก็ซิ่งไปวันเสาร์เลย มัวแต่รอ Confrim มาจากโรงงานว่าจะให้พวกเราเข้าไปเยี่ยมชมกันได้หรือเปล่า
 
ขาไป แวะเมือง Bremen ขาบอลคงไม่มีทางไม่รู้จัก เพราะทีมบอลเมืองนี้ เป็นถึงแชมป์ลีกเมืองเบียร์เมื่อสองฤดูกาลก่อน เมืองไม่ใหญ่ แต่ก็ไม่เล็ก เดินๆ ตามเส้นทาง Tourist สามชั่วโมงก็ทั่วแล้ว เมืองเก่ามีอยู่นิดหน่อย สงสัยคงโดนบอมบ์เหมือนเมืองใหญ่ๆ ทั่วๆ ไปในเยอรมัน มีนิยาย Fairy tale ที่เป็นจุดเด่นของเมืองนี้ ยังไงเดี๋ยวต้องหาอ่านซักหน่อยแล้ว
 
ไปถึง Hamburg เย็นๆ ไปเที่ยวแถบ ซังเพาลี ก็คล้ายๆ กับ Red Light District ที่ Amsterdam คนเยอะจนน่าเบื่อ ส่วนถนนสีแดงก็ไม่ให้ผู้หญิงเข้า ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน คุณภาพเหรอ...ไม่ได้แอ้มเราแน่ๆ ไม่ใช่เพราะเสียดายเงิน แต่ไม่ใช่สไตล์ ทั้งๆ ที่แต่ละคนก็เกือบจะโป๊ แต่ไม่มีอารมณ์ ได้แต่เดินๆ แล้วก็คิด เมื่อไหรจะได้กลับโรงแรมนอนซักที
 
วันที่สองไป Luebeck เมืองทางเหนือของ Hamburg ที่เป็น UNESCO World Heritage อยู่ด้วย ไปถึง ไหง...เล่นปิดซ่อมทั้งตึกกันอย่างงั้นหละ ทำร้ายจิตใจกันจริงๆ ฝนตกเกือบทั้งวัน เลยไม่ได้ถ่ายรูปเท่าไหร แวะไปกิน Chai Tea ที่คาเฟ่ แห่งหนึ่งในเมือง ไอ้เราก็ไม่รู้จักหรอก Chai Tea คืออะไร แต่อยากลองว่า ไอ้ Tea ที่คนที่เราแอบชอบชอบกินเนี้ย มันเป็นยังไงกัน ก็หอมดี ซัดซะแก้วใหญ่ อืดไปอีกหลายชั่วโมงเลย
 
กลับมาเดินเล่นในตัวเมืองเก่า Hamburg ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร หรือว่ามีแต่หาไม่เจอ อีกอย่างเริ่มมืดแล้ว เลยแยกย้ายกลับที่พักดีกว่า
 
D-Day ของทริปนี้ก็มาถึง การเยี่ยมชมโรงงาน Airbus ในวันรุ่งขึ้นนั้นเอง ได้รู้อะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับเครื่อง Airbus เพียบเลย เดี๋ยวนี้ชักโอนเอียงไปทาง Airbus ซะแล้ว ส่วน Boeing ก็ยังคอยติดตามข่าวสารอยู่เรื่อยๆ ดูเสร็จแล้ว รู้สึกว่าไม่อลังการ เหมือนไปดูโรงงานประกอบรถยนต์ออดี้ซักเท่าไหร คงเป็นเพราะมันไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้น มีแต่เครื่องบิน จอดตาม Hangar แล้วไกด์ก็อธิบายไปเรื่อยๆ เรามีคำถามอะไรก็ต้องรีบถาม ขี้เกียจมานั่งหาข้อมูลเองทีหลัง
 
ก่อนกลับแวะเมือง Gottingen เป็นเมืองเล็กๆ น่ารักๆ หนุ่มสาวเต็มไปหมด ก็คงเป็นเพราะมีมหาลัยอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมืองเก่า เลยอยู่กันไม่นาน ถ่ายรูปเก็บภาพไว้เป็นความทรงจำเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็ต้องรีบกลับ เพราะเดี๋ยวดึก ขับรถแล้วจะอันตราย
 
ทำงานอีกแล้วพรุ่งนี้ ต้องเอารถไปคืนด้วย ต้องรีบมาเขียน เดี๋ยวปล่อยไว้จะลืมซะหมด
 
Photo 1 sur 7
La liste est vide.